ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ทฤษฎีการพัฒนาปชต.กับการวิเคราะห์วิกฤตการเมือง

หมายเหตุ-บทสัมภาษณ์เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนออนไลน์ (เผยแพร่ 12 มีนาคม 2557)

@ในฐานะนักรัฐศาสตร์ ถ้ามองการเมืองไทยผ่านกรอบทฤษฎีการพัฒนาประชาธิปไตย มีข้อบกพร่องตรงไหน อะไรเป็นปัญหา?

ระบอบประชาธิปไตยจะได้ผลก็ขึ้นอยู่กับสามตัวแปรคือตัวแปรที่หนึ่งสภาวะสังคมเศรษฐกิจต้องเอื้ออำนวยหมายความว่าต้องอยู่ในสังคมสมัยใหม่พอสมควรยิ่งในปัจจุบันยิ่งดี เพราะมีการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูล เกิดชนชั้นกลางมากขึ้น สังคมไทยเข้าขั้นหรืออยู่ในขั้นเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต่อมา คือโครงสร้างและกระบวนการ โดยโครงสร้างจะออกแบบเป็นประชาธิปไตยแบบไหน เช่นแบบอังกฤษ หรือจะเป็นแบบอเมริกา ส่วนกระบวนการ ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานทางการเมือง เช่น เรื่องการเลือกตั้ง ไม่มีการบอยคอต เป็นต้น

ทั้งนี้ หากสังคมทั้งสังคมยอมรับรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้เกิดโครงสร้างสังคมที่ทำให้กระบวนการทั้งหมดเดินต่อไปได้ โดยสังคมจะเป็นประชาธิปไตยก็ขึ้นอยู่กับตัวโครงสร้างและกระบวนการเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องมีวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย โดยประชาชนและโดยเฉพาะผู้นำ ต้องมีความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือสังคมต้องมีค่านิยมประชาธิปไตยตั้งแต่ในบ้าน ไม่ใช้อำนาจบังคับให้เชื่อ ไม่หลงงมงาย มีความอดทนและศรัทธา เช่นที่อินเดีย และฟิลิปปินส์ที่มีความสำเร็จด้านประชาธิปไตย เพราะผู้นำมีความศรัทธาในประชาธิปไตย

ส่วนไทยนั้นหากนำมาเปรียบเทียบจะเห็นว่าประชาธิปไตยถูกใช้เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจมากกว่าเชื่อในประชาธิปไตยจริงๆโดยประชาธิปไตยที่แท้จริงประชาชนมีความเสมอภาคกันอย่างน้อยคือมีความเท่าเทียมกันศรัทธาในการใช้เหตุผลของมนุษย์ เคารพในสิทธิมนุษยชนซึ่งกันและกัน การเชื่อว่าคนมีคุณภาพไม่เท่ากันจึงควรไม่เท่ากันนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

อย่างเช่นในหนังสือ Animal Farm (เขียนโดยจอร์จ ออเวลล์) ที่บอกว่าเราเกิดมาเท่ากัน แต่ฉันเท่ากันมากกว่าคนอื่น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเท่ากันมากกว่าคนอื่นก็แสดงว่าไม่เท่ากันเเล้ว ผมคิดว่าขณะนี้มีคนกรุงเทพฯจำนวนมาก ที่แสดงออกโดยการดูถูกทางการเมืองกับคนต่างจังหวัด ขณะที่คนต่างจังหวัดก็เริ่มที่จะโกรธแค้นกับคนกรุงเทพ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของเรานั้นไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยของเราติดกับผู้นำมากไป

@ปัญหาการเมืองไทยตอนนี้ ฝ่ายหนึ่งบอกเป็นเพราะนักการเมืองขาดจริยธรรม ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างไม่เป็นประชาธิปไตย?

นักการเมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะเลือกที่จะเล่นนอกกรอบของระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองมักอ่านกฎหมายโดยไม่อ่านเพื่อเป็นประโยชน์ของส่วนรวม โดยดูที่เจตนารมณ์ แต่อ่านเพื่อมาเล่นการเมือง ตีความกฏหมายสองมาตรฐาน ทั้งหมดนี้คนจีนเชื่อว่ากันว่า สังคมถูกสร้างโดยมนุษย์ มนุษย์สำคัญที่สุด ถ้ามนุษย์ไม่ได้เรื่อง ระบบก็ไม่ได้เรื่อง ท้ายที่สุดก็ต้องโทษคน

ตั้งแต่ในอดีต ที่เรามีการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สิ่งนี้เองที่เป็นมรดกค้างมาจนถึงปัจจุบัน และสิ่งนี้เองที่ผู้มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งยังมีกรอบคิดไม่ต่างจากชนชั้นปกครองเมื่อ 300 ปีที่แล้ว

เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงของโลก เข้าใจได้ง่ายๆ เป็นสามคลื่น คือคลื่นลูกเเรกเป็นสังคมเกษตร จากนั้นจึงกลายและพัฒนามาเป็นสังคมอุตสาหกรรม เมื่อ 300 ปีที่แล้ว จากนั้นจึงพัฒนามาสู่สังคมข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน ทั้งนี้ในสังคมเกษตรนั้น ยังไม่มีคนเชื่อเรื่องคนเท่ากัน ไม่เชื่อเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พอมาเป็นสังคมอุตสาหกรรมหรือคลื่นลูกที่สอง เริ่มมีการเกิดขึ้นของขบวนการแรงงาน มีการต่อรอง มีสหภาพอะไรเกิดขึ้นมา มีระบบการเมืองที่เปิดขึ้น แต่ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผู้หญิงยังไม่มีคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ระบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน เพิ่งจะเกิดได้ไม่นานมานี้เอง โดยเฉพาะเรื่องข่าวสารข้อมูลที่ทำให้ระบบประชาธิปไตยไม่ได้เป็นแบบเดิม เป็นระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และประชาธิปไตยทางตรงของประชาชนผสมผสานด้วย การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกคนในสังคมหลังการเลือกตั้งตลอดเวลา และวัฒนธรรมการเมืองแบบคับแคบ หรือไพร่-ฟ้า ก็จะเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมไทย รากหญ้ามีความต้องการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สังเกตได้จากการต่อสู้ที่ผ่านมา

แต่ปัญหาการเมืองไทยตอนนี้ คือคนจำนวนมากยังทำตัวเหมือนอยู่คลื่นโลกที่หนึ่ง คนยังคิดแบบเดิม คิดว่าคนไม่เท่ากัน จึงยังไม่ควรมีประชาธิปไตย แนวคิดแบบเมืองไทย เป็นสิ่งที่คนที่อยู่ในโลกที่สาม เขาไม่สามารถรับได้แล้ว นี่คือปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดเเย้งจนปัจจุบัน

@อาจารย์มองว่าการเมืองไทยยังเป็นแบบ ทฤษฎีชนชั้นนำ หรือ เข้าสู่การเมืองแบบมวลชนแล้วหรือยัง หรือยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน?

การเมืองไทยในปัจจุบันเริ่มเข้าสู่การเมืองของมวลชนแล้วตั้งแต่14ตุลาคม2516ที่เริ่มมีในระดับหนึ่งพอถึงพฤษภาปี35 ก็มีความชัดขึ้นระดับหนึ่ง มาชัดเจนมากอีกทีเมื่อมีการจัดตั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง กระทั่งเห็นชัดอย่างมากในช่วงปี 53 จากเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ ที่ทำให้เกิดการตื่นตัวขึ้นเยอะมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าสื่อและสังคมข่าวสารมีความเจริญขึ้นเยอะมาก ข้อมูล ความคิดความเห็นต่างๆไหลเวียนได้เร็วและกว้างขวางขึ้น เกิดมหาวิทยาลัยขึ้นเต็มไปหมดในเวลาไม่กี่ปีทั่วประเทศ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เปลี่ยนแปลงสังคม ที่ทำให้คนสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างง่ายดาย

@การเมืองแบบไหน จึงจะออกแบบมารองรับกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ได้?

การเมืองจริงๆ เหลืออยู่ระบบเดียวในปัจจุบันนั่นคือระบอบประชาธิปไตยเพราะระบบสังคมนิยมมันไม่เหลืออยู่แล้วเหลือแต่เกาหลีเหนือนอกนั้นก็เป็นระบบที่ผสมผสานหมด โดยระบอบประชาธิปไตยก็มีสองระบบ คือระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ กับระบบประธานาธิบดีแบบสหรัฐอเมริกา ของเราใช้แบบอังกฤษ แต่ใช้บางอย่างจากอเมริกา โดยระบบที่เราใช้อยู่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบเดิม คนยังคิดอยู่ในคลื่นโลกที่หนึ่ง ซึ่งวัฒนธรรมมันเปลี่ยนไม่ได้ เราเคยใช้ประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่มันไม่นาน มันใช้ไม่ได้ เพราะโลกมันเปลี่ยน เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่คิดเหมือนเดิม แต่อาจต้องใช้เวลาอีกนาน

@แล้วจะเเก้ปัญหายังไง หากคนยังเชื่อว่าคนไม่ควรเท่ากัน เพราะความรู้ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมต่างกัน?

คนอาจไม่เท่ากันจริงทางเศรษฐกิจ แต่ต้องเท่ากันทางการเมือง เท่ากันทางความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงก็ไม่เท่ากันอยู่ดี เพราะคนไม่มีเงิน ก็ตั้งพรรคการเมืองลำบาก มันก็ยังเสียเปรียบอยู่ดี คนที่เป็นคนยากจนเป็นคนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังดีที่ในระบบประชาธิปไตยคนเหล่านั้นยังมีสิทธิ์มีเสียงอยู่คนละหนึ่งเสียง คนที่มีอิทธิพล ถูกจับใบขับขี่ก็ไม่ต้องเสียเงิน หรือลูกของคนรวยก็สามารถเข้าเรียนโรงเรียนดีๆ จบมาก็มีงานทำดีๆ ดังนั้นก็ไม่เท่ากันอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยที่สุดความเป็นคนต้องเท่ากัน ไม่ใช่พอมีอำนาจ มีเงิน แล้วขับรถไปชนใคร จะต้องไม่มีข้อยกเว้นในการจับกุม ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่ว่าจะมีเงิน รวย มีความรู้เท่าไหร่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปดูถูกว่าคนอื่นไม่เท่ากับตน

@มีคนเสนอให้เริ่มต้นใหม่ การเมืองไทยไปเริ่มที่ศูนย์ คือก่อน ปี 49 คุณทักษิณกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ไม่มีกรอบของกฏหมายใดๆที่เกิดจากการรัฐประหารเข้าไปจัดการ อาจารย์เห็นยังไง?

เป็นการวิเคราะห์กันทางวิชาการเรื่อยเปื่อยที่จริงมันทำไม่ได้เพราะทุกอย่างมันเสียหายไปแล้วทรัพย์สินเสียหายถูกยึดคนหลายคนถูกถอดถอนจนหลุดจากตำแหน่งมีคนตายจำนวนมากในปี 53 ดังนั้นมันไม่สามารถเอาอะไรกลับคืนมาได้ มันไม่ใช่เรื่องการฉายหนังกลับ หรือจะไปเริ่มหนังม้วนใหม่ ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ คนจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเพราะวิกฤตการเมืองครั้งนี้ ใครจะเป็นคนไปคืนความเป็นธรรมให้? ถ้าผมเรียกค่าเสียหาย 20 ล้าน มีใครจะจ่ายผมได้ไหม คือถึงแม้จะคิดเเละเชื่อว่าทำได้ แต่ต้องถามกลับว่าใครจะยอมทำหรือ คนทำปฏิวัติก็มีความผิดนะ มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

@เห็นอย่างไรกับความคิดที่ว่า ให้หยุดการบริหารประเทศไว้ก่อน พับ รธน.ปี 2550 ทิ้งไว้ แล้วสองฝ่ายมาสร้างสัญญาประชาคมกันใหม่ สร้างกติกาทางการเมืองกันใหม่ ได้ไหม?

อันแรกต้องถามว่า จะเอาอำนาจอะไรมาให้หยุด จะหยุดได้ก็ต่อเมื่อยกเลิกกฎหมาย และถ้าเกิดมีคนไม่ยอมและขอฟ้องจะทำอย่างไร กฎหมายมีอยู่ ถ้าไม่เลิกกฎหมาย หยุดไม่ได้ เพราะมันมีคนไม่เห็นด้วย เพราะคนไทยที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 40 กว่าล้านคน ไม่ได้คิดแบบนี้ สมมติว่า คนแค่ 5 ล้านคนไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร? ทางปฏิบัติจะทำได้หรือ ถ้าไม่ล้มระบบเดิมมันทำไม่ได้ ทั้งนี้ หากจะล้มระบบเดิมก็ทำได้อย่างเดียวคือการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งก็อาจจะมีผลเสียหาย จนนำมาสู่การฆ่ากันตายแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะไม่สามารถประเมินได้

@ถ้าจะพัฒนาประชาธิปไตยต่อไป ทั้งสองฝ่ายต้องเรียนรู้ปัญหาของตนเอง อะไรเป็นปัญหาของ กปปส.และคุณสุเทพ อะไรเป็นปัญหาของ เพื่อไทย และคุณทักษิณ?

ปัญหาของแต่ละฝ่าย เชื่อว่า ตัวบุคคลนั่นแหละเป็นปัญหา มัวแต่จะปฏิรูปการเมือง นักการเมืองนั่นแหละที่มีปัญหา มีแต่การโจมตีกัน รวมถึงคนที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังด้วยที่มีปัญหา ทั้งนี้เพราะว่าการเมืองมันเปลี่ยนมีคนสนับสนุนทั้งสองฝ่ายอย่างมากพอๆกัน เมื่อเหตุการณ์เกิดมาเช่นนี้ ถ้าเรากลับมาดูในประวัติศาสตร์การเมือง มันจะต้องไปจบที่การฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง จากนั้นจึงจะเริ่มมีเหตุมีผล ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เกิดเช่นนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ล้าสมัยแล้ว แต่สังคมปัจจุบันก็ยังไม่เรียนรู้ที่จะใช้เหตุผลในการพูดคุยกัน ผู้คนมีมิจฉาทิฐิ ต่อกัน ไม่สามารถใช้เหตุผลคุยกันได้ แต่เลือกที่จะใช้อารมณ์คุยกันอย่างเดียว หมายความว่า ถ้าคุณเป็นเสื้อแดง คุณต้องผิด ไม่ต้องฟังเหตุผลอะไรต่อกัน เช่นเดียวกัน ถ้าคุณเป็นเสื้อเหลือง คุณต้องห่วย กปปส.ก็ต้องเลว เท่านั้น คือเมื่อทุกคนคุยกันไม่รู้เรื่อง ลองตบมือในอากาศสิ มันก็ไม่มีเสียงดังใช่ไหม?

ส่วนหากจะให้ทั้งสองฝ่ายมานั่งเจรจาคุยกันนั้นจำได้ไหมเหตุการณ์ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมาคุยกับคุณวีระ มุสิกพงษ์ ซึ่งอยู่คนละฝั่งกัน ต่างฝ่ายต่างพูดกันไปมา ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะการที่คุณอภิสิทธิ์มาพูด แต่อำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่คุณอภิสิทธิ์คนเดียว แต่อยู่ในราบ 11 ด้วย เช่นเดียวกับคุณวีระ จะมีประโยชน์อะไรที่จะพูด แต่อำนาจอยู่ที่นอกประเทศ เช่นเดียวกัน คุณสุเทพมีอำนาจหรือ? เพราะยังเคยพูดเองว่าเป็นแค่ร่างทรง ? คุณยิ่งลักษณ์คุณคิดว่ามีอำนาจจริงหรือ ? ก็เป็นร่างทรงเหมือนกัน ฉะนั้นจะมาเจรจากันสองฝ่ายจึงถามว่ามีประโยชน์อะไร ตัวจริงอยู่ที่ไหน มาตกลงมาเจรจากันเองก่อนสิ ผมไม่รู้ตัวจริงเป็นใคร แต่ผมเชื่อว่าทั้งคู่ก็รู้อยู่ ถามจริงๆ ถ้าไม่ใช่มีใครอยู่ข้างหลังจะทำกันแบบนี้หรือ ไม่มีที่ไหนบนโลกหรอก ที่จะไปปิดสถานที่ต่างๆ ซึ่งหลายเรื่องเข้าข่ายผิดมาตรา 68 แต่กลับขอให้ตำรวจไปคุ้มครอง มันไม่มีที่ไหนบนโลกเขาทำกัน เหตุผลแบบนี้

@สภาวะรัฐล้มเหลว หรือสภาวะอนาธิปไตยทางการเมือง จะอยู่กับสังคมไทยไปอีกนานแค่ไหน?

รัฐล้มเหลว คือรัฐที่ไม่สามารถรักษาสภาวะการบังคับใช้ของกฎหมายไว้ได้ รัฐล้มเหลว คือรัฐที่มีปัญหาด้านการบริหาร การปกครองและเสื่อมเสียทางเศรษฐกิจอย่างหนัก รัฐล้มเหลว คือการฉ้อราษฏร์บังหลวงอย่างรุนแรง และหลักนิติธรรมถูกทำลายไม่เหลือ ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมของเราล้มเหลวแล้วนะ เเต่เศรษฐกิจยังไม่ล้มเหลว นอกจากชาวนาเจ๊งนั่นแหละจะล้มเหลว แล้วในเเง่การละเมิดต่อกฎหมายเราล้มเหลว รวมถึงมาตรฐานในการวินิจฉัยต่างๆ นี่เราก็ล้มเหลว มันก็เข้าขั้นล้มเหลวหลายอย่าง แต่มันยังไม่มีลักษณะของการเข่นฆ่ากันแบบไม่มีขื่อไม่มีแป เพราะฉะนั้นขณะนี้เราอยู่ในสังคมกึ่งล้มเหลวนะ โดยรัฐล้มเหลวต้องดูที่ 1.กฎหมายมันพัง 2. รักษากฎหมายไม่ได้ 3.นิติธรรมไว้ใจไม่ได้ 4.ระบบบริหารราชการมีการคอร์รัปชั่นอย่างหนัก 5.รัฐบาลไม่มีความสามารถ ทำให้เกิดความเสียหายประเทศชาติ 6.มีโจรผู้ร้ายชุกชุม ลอยนวล นี่จึงจะเข้าขั้นรัฐล้มเหลว เราไม่ได้ครบ 100 % ทุกข้อ เเต่คนจะต้องไปคิดกันเองว่ามันมีข้อไหนเข้าบ้างยังไง

@ทางออกประเทศ สำหรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจ กับ ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล รวมถึง ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯจำนวนมากที่ปฏิเสธการเลือกตั้งอย่างไร ให้สังคมสามารถไปต่อได้?

คำถามคือว่าต้องถามกลับไปว่า ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ อำมาตยาธิปไตย ข้าราชการ และ ชนชั้นกลางในกรุงเทพ เชื่อว่าประเทศจะต้องมีการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือเปล่า ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องพูด มาเป็นสังคมเผด็จการกันดีกว่า แต่ถ้าพูดเรื่องประชาธิปไตย ต้องถามว่าเชื่อหรือไม่? ประชาธิปไตยคืออะไร? อำนาจของกองทัพไปยุ่งกับรัฐบาลมากไม่ได้ ถ้าพูดมากปลดออกทันที แต่ที่พูดมานี่ทำได้ไหม? ในอินเดีย หรือในสหรัฐอเมริกา ขืนไปพูดจาแบบนี้ เขาปลดออกไปหมดเเล้ว สมัยที่สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ บอกว่าสถานการณ์จำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. บอกไม่ฉุกเฉิน แถมยังสามารถออกมาเเถลงการณ์ให้นายกฯลาออก กรณีนี้นี่ถูกปลดออกทันที ฉะนั้นเมื่อกองทัพไม่พูดเรื่องประชาธิปไตย และมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่ต้องพูดกันเรื่องประชาธิปไตย ถ้าจะจัดระบบการปกครองในสังคมแบบนี้ ทุกคนต้องศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และอยู่ในระบบกฏหมายที่เท่าเทียมกัน แต่สังคมไทยเราไม่เอาการเลือกตั้ง คล้ายกับพม่าที่ชนะการเลือกตั้งแล้วเอา อองซานซูจี ไปขัง คือสังคมเรากลัวอะไร? ระบอบนี้ก็มาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายที่ไม่เอาการเลือกตั้งร่างขึ้นมาเองทั้งนั้น คือจะไม่เอาการเลือกตั้งจากรัฐธรรมนูญที่ร่างกันมาเองใช่หรือไม่? ผมเชื่อว่าสังคมนี้ตอบเรื่องนี้ไม่ได้

@คนไทยจะอยู่ด้วยกัน ต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไหน? จะใช้คุณธรรมแบบไหนเป็นเกณฑ์ เพราะฝ่ายหนึ่งก็อ้างประชาธิปไตย อีกฝ่ายก็สู้โดยอ้างคุณธรรมความดี ดูเหมือนมันขัดกันชัดเจน หรือมันมีอะไรเห็นตรงกันได้บ้าง?

ถ้าถามว่าเราจะอยู่กันต่อไปยังไง ต้องถามว่าคนไทยเราเลือกที่จะอยู่ในวัฒนธรรมแบบไหน วัฒนธรรมแบบประชาธิปไตย หรือวัฒนธรรมแบบเผด็จการ คนไทยต้องตอบให้ได้ว่า เราต้องการอยู่ร่วมกันแบบไหน? ต้องการอยู่แบบยุติธรรม ต้องการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ต้องการอยู่อย่างมีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หรือต้องการจะอยู่แบบ ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด หรือต้องการอยู่แบบคนไทยฝ่ายหนึ่ง เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งต่ำกว่าเเละเสียเปรียบตลอดเวลา ต้องถามชนชั้นกลางล่างต่างจังหวัดด้วยไหม หรือจะถามแต่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯตลอดเวลา ต้องไปถามทั้งสองฝ่ายว่าจะอยู่อย่างไรและฟังกันต่างหาก

@เราจะอยู่กับความขัดแย้งอย่างไร โดยไม่ฆ่ากัน เราจะมองความขัดแย้งยังไง?ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน เช่นนี้?

ความขัดเเย้งเป็นเรื่องปกติของสังคม ความขัดเเย้งต้องถูกจัดการโดยสันติและมีกลไก การบอกว่าสังคมต้องไม่มีความขัดแย้งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่มีสังคมไหนไม่มีความขัดแย้ง แต่ความขัดเเย้งต้องไม่ถึงขนาดแตกหักและคุยกันไม่ได้ ขณะนี้เรามีแนวโน้มที่อาจจะขัดเเย้งจนอาจจะแตกหัก นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งจบลงได้โดยวิธีต่างๆดังนี้คือ 1.ต้องมีการไกล่เกลี่ย 2.ต้องมีการเจรจา 3. ตั้งอนุญาโตตุลาการ 4.มีการฟ้องร้องทางกฎหมายศาลต่างๆ และ 5.คือการใช้กำลังห้ำหั่นกัน ซึ่งอันสุดท้ายเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการไกล่เกลี่ยและเจรจากัน จึงเป็นเรื่องจำเป็น หากหาคนในไม่ได้ ก็ต้องหาคนนอก และทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับกติกา ไม่ใช่เเพ้แล้วชวนตี โดยต้องหยุดพฤติกรรมนักเลงหัวไม้ เพราะมิฉะนั้นจะเจรจาไม่ได้ ซึ่งหากการเจรจาหาหนทางในระบบไม่ได้ ท้ายที่สุดก็อาจนำไปสู่แนวทางสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว และไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากการไม่คุย หรือคุยไม่รู้เรื่อง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s